วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

15.กระถิน


Image result for กระถิน


กระถิน
ชื่อสามัญ: Lead Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์: Leucaena leucocephala (Lamk.) de Wit
ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ: โดยทั่วไปจะเรียกว่า กระถิน, กระถินน้อย, กระถินบ้าน, ผักก้านถิน
  1. ในแถบภาคกลาง จะเรียกว่า กระถินไทย, กระถินหัวหงอก, กะถินดอกขาว
  2. ในแถบภาคเหนือ จะเรียกว่า ผักก้านถิน, ผักหนองบก
  3. ในแถบภาคอีสาน จะเรียกว่า กะเสด
  4. ในแถบภาคตะวันตก จะเรียกว่า กะเส็ดบก, กะเส็ดโคกและ กระถินบ้าน
  5. ในแถบภาคใต้ จะเรียกว่า สะตอเบา, สะตอเท และ สะตอบ้าน
  6. แถบเขมร จะเรียกว่า กันเชด
และในภูมิภาคต่างๆก็จะเรียกไม่เหมือนกันเช่น กิถินน้อย, กะถินน้อย, กะดง(สมุทรสงคราม)
ถิ่นกำเนิดของกระถิน: กระถินนั้นแต่เดิมเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกระถิน
  กระถินนั้นจัดว่าเป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งกระถินนั้นคือไม้พุ่มยืนต้น ที่จะมีความสูงประมาณ 1.5-5เมตรโดยประมาณ ลักษณะใบจะเป็นใบประกอบลักษณะคล้ายขนนก จะออกแบบสลับใบย่อยเป็น คู่  ประมาณ 6-19คู่ มีลักษณะเล็ก ส่วนของปลายและโคนใบจะมน ดอกจะมีสีขาวนวล รูปร่างกลม และออกเป็นช่อแถวๆปลายกิ่งตามซอก ส่วนฝักนั้นจะออกเป็นพวง ถ้าฝักอ่อนจะมีสีเขียว แต่ถ้าหากสีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงจะเริ่มแก่ เช่นเดียวกับเมล็ด เมื่ออ่อนจะมีสีเขียวแต่เมื่อเมล็ดแกจะมีลักษณะสีน้ำตาล
สรรพคุณทางยาและประโยชน์ของต้นกระโดน
    Image result for กระถิน
  1. ใบกระถินนั้นมีเบต้า-แคโรทีนอยู่มาก จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสละ ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้
  2. ใบกระถินยังช่วยบำรุงสายตา
  3. ดอก ช่วยบำรุงตับ
  4. ราก ช่วยขับระดูขาว ขับลม
  5. เป็นยาอายุวัฒนะ
  6. เมล็ดนั้น ช่วยในเรื่องของการถ่ายพยาธิชนิดตัวกลม
  7. ใบและเมล็ด ช่วยแก้โรคเบาหวาน
  8. ใบและเมล็ด ช่วยแก้โรคความดันโลหิตสูง
  9. ใบและเมล็ด ช่วยแก้โรคท้องร่วง
  10. ฝักจะสามารถใชเป็นตัวยาฝาดสมาน ช่วยเรื่องอาการท้องเสียได้
คุณค่าทางอาหารของต้นกระโดน
โดยในยอดกระถินอ่อน 100กรัม จะประกอบไปด้วย
Related image
  • พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่
  • เส้นใย 4กรัม
  • ฟอสฟอรัส 10มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 140มิลลิกรัม
  • เหล็ก 9มิลลิกรัม
  • วิตามินบี1 0.4มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.1มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 5มิลลิกรัม
  • ไนอะซิน 2มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 7,800 IU


วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

11.คูน

Image result for คูน


    ราชพฤกษ์ ถือเป็นต้นไม้ประจำชาติไทย และเป็น ไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกมากตามสถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากให้ดอกเป็นช่อใหญ่สีเหลืองสวยงาม นอกจากนั้น ยังเป็นไม้ที่มีสรรพคุณทางยาหลายประการ อาทิ ใช้รักษาท้องร่วง ใช้เป็นยาระบาย ใช้รักษาแผล แผลติดเชื้อ แผลในปาก และรักษาสุขภาพฟัน เป็นต้น
  นิเวศวิทยา และการกระจายพันธุ์ พบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังทั่วประเทศ และพบในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย พม่า ลาว เป็นต้น นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

Image result for คูน ประโยชน์

1. คูนเป็นพืชมีดอกสีเหลืองสวยงาม ใช้ปลูกเป็นไม้ต้นประดับ และดอกประดับ เวลาออกดอกจะไม่มีใบ ออกดอกเต็มทั่วต้น
2. หลังผลิใบใหม่ คูนจะมีใบสีเขียวเต็มทั่วต้น ใช้ปลูกให้ร่มเงาตามบ้านเรือน สถานที่ราชการต่างๆ
3. แก่นคูนมีรสฝาด สับเป็นชื้นเล็ก ใช้ผสมเครื่องเคี้ยวหมาก หรือบดให้ละเอียดใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังต่างๆ ใช้ทาประคบแผลรักษาแผล
4. ฝักคูณนำมาสกัดใช้ทำเป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าหนอนกินผัก โดย นักรบ เจริญสุข, 2552 ได้ศึกษาสารสกัดจากฝักคูณในการป้องกันหนอนกระทู้ในผักคะน้า พบว่า สารสกัดจากฝักคูนสามารถป้องกันการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ได้
5. ฝัก นำมาสกัดใช้เป็นส่วนผสมของสารฟอกหนัง ได้แก่ สารแทนนินที่ใช้สำหรับตกตะกอนโปรตีน
6. เมล็ดใช้สกัดเอายางเหนียวสำหรับเป็นส่วนผสมของกาวในอุตสาหกรรมยา
7. ลำต้น ใช้ทำไม้ก่อสร้าง ไม้เสา ไม้ค้ำยัน
8. เนื้อไม้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ชนิดต่างๆ
9. ไม้ และกิ่ง ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหารในครัวเรือน
10. ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะดอกใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับกระตุ้นให้เนื้อมีสีเข้มมากขึ้น


วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

14.ยอ

Related image

ยอ ชื่อสามัญ Great morinda, Tahitian noni, Indian mulberry, Beach mulberry หรือจะเรียกตามแหล่งที่ปลูกหรือภาษา เช่น Noni (จากฮาวาย), Meng kudu (มาเลเซีย), Ach (ฮินดู)
ยอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia L. จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)
สมุนไพรยอ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยอ แย่ใหญ่ (แม่ฮ่องสอน), ตาเสือ มะตาเสือ (ภาคเหนือ), ยอบ้าน (ภาคกลาง) เป็นต้น
ต้นยอเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ยอบ้านและยอป่า ที่เราพบเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือยอบ้าน ยอเป็นไม้ยืนต้น มีใบสีเขียว มีดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ ลักษณะของผลยาวรี ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีขาวนวล มีเนื้อนุ่ม ในผลมีเมล็ดจำนวนมาก มีสีน้ำตาล สำหรับรสชาติจะออกรสเผ็ดและมีกลิ่นแรง
ลูกยอจัดเป็นยาสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเรื่องการช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และถูกบรรจุอยู่ในยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานโดยลูกยอสุกเป็นยาชั้นเลิศในการช่วยขับลมและช่วยย่อยอาหาร แต่สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานผลยอ เพราะจะมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียนของเลือดในครรภ์ และอาจทำให้แท้งบุตรได้ !
ลูกยอ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากชนิด โดยลูกยอบดจะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม เป็นต้น แต่ถ้าคั้นเอาแต่น้ำลูกยอจะเหลือแต่วิตามินซี นอกจากนี้ลูกยอยังมีสารอื่น ๆ อีกด้วย เช่น กรดไขมัน ลิกนิน พอลิแซ็กคาไรด์ ฟลาโอนอยด์ อีริดอยด์ สโครโปเลติน แอลคาลอยด์ (แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายจริง ๆ)

สรรพคุณของลูกยอ

  1. ลูกยอเป็นแหล่งของแคลเซียมและยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง
  2. ช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
  3. ช่วยบำรุงผิวพรรณ หนังศีรษะและผม
  4. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ (น้ําลูกยอ)
  5. สารสโคโปเลติน (Scopoletin) ในน้ำลูกยอมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่หดตัว ทำให้ความดันโลหิตลดลงจนเป็นปกติ (ลูกยอ, น้ําลูกยอ)
  6. มีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน (น้ำสกัดจากใบยอ)
  7. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (น้ำสกัดจากลำต้นยอ, น้ำสกัดจากใบยอ)
  8. ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่น ๆ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป แล้วนำไปย่างไฟอ่อน ๆ (ปกติลูกยอจะมีกลิ่นเหม็น) โดยย่างให้เหลืองกรอบและย่างจนหมดกลิ่นเหม็นจริง ๆ จึงจะได้ตัวยาที่หอมน่ารับประทาน (การย่างจะนอกจากจะช่วยดับกลิ่นแล้วยังช่วยเพิ่มความเป็นด่างให้กับตัวยาด้วย จึงช่วยซับกรดและลดกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ) สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาส่วนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและมีกลิ่นหอม เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองชนิดลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดพอหวาน ทิ้งไว้สักพักแล้วยกลงจากเตา ตัวยาที่ได้นี้จะมีกลิ่นหอม รอจนอุ่นแล้วนำมารับประทาน ส่วนที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่ไว้ในตู้เย็นแล้วค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์แล้วสังเกตอาการ
  9. ช่วยแก้วัณโรค ด้วยการใช้ผลหรือใบทำเป็นยาพอก (ลูกยอ, ใบยอ)
  10. ลูกยอมีสารโปรซีโรนีน (Proxeronine) เมื่อรวมตัวกับเอนไซม์โปรซีโรเนส (Proxeronase) จะได้สารซีโรนีน (Xeronine) ที่ลำไส้ใหญ่ เมื่อดูดซึมกลับสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุลและแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้เป็นอย่างดี
Image result for น้ำยอ

ประโยชน์ของลูกยอ




  1. ลูกยอสุก นำมาจิ้มกินกับเกลือหรือกะปิ
  2. ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ
  3. ใบอ่อน นำมาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก (เวลากินห่อหมกควรกินใบยอด้วย เพราะมีวิตามินสูง)
  4. นำมาใช้ทำสีย้อมผ้า รากนำมาใช้ย้อมสีให้สีแดงและสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเปลือกจะให้สีแดง เนื้อเปลือกจะให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้าบาติก
  5. ปัจจุบันมีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ําลูกยอ Noni หรือ น้ําลูกยาโนนิ
  6. รากยอมีการนำมาใช้แกะสลัก ทำรงควัตถุสีเหลือง
  7. ใบสดมีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาเลี้ยงตัวหนอนไหม
  8. ลูกยอสุกมีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารหมู
  9. มีการนำมาใช้ทำเป็นยารักษาสัตว์ (แพทย์ทางเลือกสมัยใหม่)
หมายเหตุ ประโยชน์ของลูกยอบางประการข้างต้นยังอยู่ในระดับการศึกษาเริ่มต้นเท่านั้น และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณให้มาก

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

13.กระชาย

Image result for กระชาย



    กระชาย ได้ชื่อว่าเป็น โสมไทย ในวงการแพทย์แผนไทย เพราะเป็นพืชสมุนไพรของไทยที่มีสรรพคุณคล้ายกับ โสมเกาหลี และยังมีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับโสมด้วย สรรพคุณโดดเด่นที่เหมือนกันคือการบำรุงกำลังและเสริมสมรรถภาพทางเพศ อีกทำยังมีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน นอกจากความโดดเด่นเรื่องสรรพคุณที่เหมือนกับโสมแล้ว กระชายยังจัดว่าเป็น “พืชมงคล” เนื่องจากสมัยโบราณหมอยาจะนำกระชายมารักษาคนเฒ่าคนแก่แล้วหายดีเป็นปลิดทิ้ง กระชายจึงถือเป็นพืชสมุนไพรมงคลที่เชื่อว่านำมาปลูกไว้หน้าบ้านจะช่วยปัดเป่าโรค ทำให้คนในบ้านไร้โรคภัยไข้เจ็บ เป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่อยู่ในบ้าน

Image result for กระชายสรรพคุณกระชาย
1.ช่วยบำรุงตับ ไต แข็งแรง
2.ช่วยฟื้นฟูต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง

3.ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
4.ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัยเล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
5.ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป

6.ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต้นสม่ำเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น

7.ช่วยปรับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน และฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งอยู่ในร่างกายทุกคน ไม่ว่าผู้หญิงหรือชาย
  แม้สมุนไพรฉายา “โสมไทย” จะมีข้อดีมากมาย อีกทั้งยังราคาถูกกว่าโสมเกาหลี แต่กระชายก็มีโทษจากผลข้างเคียงหากกินมากเกินไป โดยเฉพาะกระชายที่ออกฤทธิ์แรงอย่าง “กระชายดำ” ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเหงือกบวม เหงือกร่น และความแรงของฤทธิ์กระชายดำจะทำให้เกิดอาการใจสั่น ใจเต้นแรงเหมือนดื่มกาแฟได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้กระชายในการบำรุงรักษาผู้ป่วยโรคตับ และเด็กเล็ก
ดังนั้นก่อนจะเลือกกินสมุนไพรบำรุงร่างกาย อย่าเพียงอ่านแค่สรรพคุณแต่ต้องศึกษาผลข้างเคียงหรืออาการแพ้ของผู้ป่วยด้วย ทางที่ดีคือควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเลือกใช้สมุนไพรรักษาโรค เพราะสมุนไพรมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเหมือนกัน รู้เท่าทัน เพื่อห่างไกลโทษของกระชายกันนะคะ


12.ใบบัวบก
   
Image result for ใบบัวบก

สรรพคุณของใบบัวบก ในการรักษาโรค



 1. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด

     เมื่อหลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้หลอดเลือดดำเกิดการฉีกขาดและทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณขา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมที่เรียกว่าอาการเส้นเลือดขอดนั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานใบบัวบก สามารถลดอาการบวมและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น โดยในการศึกษานั้นได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 90 คน ที่มีอาการของเส้นเลือดขอด และเมื่อรับประทานใบบัวบกเข้าไปแล้วก็พบว่าอาการเส้นเลือดขอดนั้นดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานยาหลอก และเมื่อทำการอัลตราซาวด์ก็พบว่าผู้ที่รับประทานใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดเลือดดำลดลงค่ะ

 2. สมานแผลและรักษาโรคผิวหนังบางชนิด


     หนึ่งในสารสำคัญที่ส่งผลให้ใบบัวบกกลายเป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณก็คือสารไตรเตอร์ปินอยด์(Triterpenoids) ที่มีการศึกษากับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วยสมานบาดแผลได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าสารดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล และช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณบาดแผลมากขึ้น ส่งผลให้บาดแผลค่อย ๆ หายดีขึ้นในระยะเวลาที่น้อยลง อีกทั้งสารจากใบบัวบกก็ยังช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่จำเป็นต้องนำใบบัวบกมาตำแล้วพอกให้ยาก เพราะเดี๋ยวนี้มีแบบที่เป็นครีมผสมสารสกัดไว้ทาโดยเฉพาะ แค่เพียงเลือกให้เหมาะกับชนิดบาดแผลก็ช่วยได้มากเลยล่ะ

 3. ระบายความร้อน 

          ความร้อนในร่างกายหากสูงมากเกินไปอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ ตลอดจนการอักเสบ ดังนั้นการรับประทานใบบัวบกที่มีฤทธิ์เย็น จึงสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยขับพิษร้อนออกจากร่างกายได้อีกด้วย

 4. ขับพิษร้อน และความชื้น

          โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความร้อนและความชื้น อาทิ ดีซ่าน นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคบิด สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานใบบัวบก เนื่องจากใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถช่วยสลายความชื้นในร่างกายและขับความร้อนออกมาได้ แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานมาก ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเย็นจนเกินไปและเป็นอันตรายได้

Image result for บัวบก

5. ลดความกระวนกระวาย ช่วยให้จิตใจสงบ


          สารไตรเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบบัวบกนั้น นอกจากจะช่วยในการสมานแผลและรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการลดความกระวนกระวายและช่วยกระตุ้นกลไกการทำงานของสมอง โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ที่รับประทานใบบัวบกมีแนวโน้มที่จะตกใจกับเสียงรบกวนน้อยกว่าผู้ที่รับประทานยาหลอก แต่ก็ต้องใช้ในปริมาณที่สูงมากจึงยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าควรใช้ปริมาณใดจึงจะได้ผลและไม่ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพตามมาค่ะ

 6. รักษาโรคหนังแข็ง


          เนื่องจากใบบัวบก มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย จึงสามารถใช้บรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการศึกษากับผู้หญิง 13 คนที่มีอาการของโรคหนังแข็งพบว่า การใช้ใบบัวบกสามารถลดอาการปวดตามข้อ และลดการเกิดหนังแข็ง รวมทั้งทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์ควบคุมเท่านั้น

 7. ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ

          ใครที่มักจะนอนไม่หลับบ่อย ๆ ลองหาใบบัวบกมารับประทานก็ดีเหมือนกันนะ เพราะใบบัวบกไม่เพียงแต่ช่วยลดความกระวนกระวายเท่านั้น แต่ก็ยังช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายลงได้ ทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น โดยแค่เพียงรับประทานเป็นประจำก่อนนอน ก็จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์เลย

Image result for ใบบัวบก

8. ลดความดันโลหิต

          กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ออกมาแนะนำว่าใบบัวบกเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ เพราะเจ้าใบบัวบกนั้นจะไปทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวะความเครียดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทั้งนี้วิธีการรับประทานก็ไม่ยาก เพียงแค่นำใบบัวบกไปคั้นน้ำแล้วนำมาดื่ม จะนำไปผสมกับน้ำผึ้งสักเล็กน้อย หรือผสมกับน้ำผลไม้อื่น ๆ เพื่อลดความเหม็นเขียวก็ทำได้ค่ะ
 9. ลดอาการบวม

          อาการบวมช้ำมีสาเหตุมาจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณดังกล่าวทำงานผิดปกติส่งผลให้เกิดอาการคั่งของเลือด การรับประทานใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำคั้นดื่ม หรือแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณบาดแผลได้ รวมทั้งยังลดอาการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการบวมได้อีกด้วย

10. บำรุงสมอง

          ใบบัวบกเป็นพืชอีกชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์สมอง รวมทั้งช่วยคลายความอ่อนล้าของสมอง เพิ่มการทำงานของสมองและความจำ แถมยังสามารถลดภาวะซึมเศร้า และสามารถช่วยยับยั้งอาการของโรคอัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นในสมองได้ 



 11. รักษาอาการติดเชื้อ

          ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วยรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งอาการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เรียกได้ว่าไม่ว่าจะติดเชื้ออะไรก็ตาม ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาได้หมด แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญนะ

 12. บรรเทาอาการอ่อนเพลีย

          นอกจากรักษาอาการป่วยต่าง ๆ แล้ว ใบบัวบกยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนเพลียได้ และถ้าหากรับประทานในช่วงอากาศร้อน ๆ ด้วยละก็ น้ำใบบัวบกก็สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายและดับกระหายได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ



 13. บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

          ใบบัวบก เป็นอีกหนึ่งในสมุนไพรเพื่อความงามที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะใบบัวบกมีสารที่ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื้น ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในใบบัวบกก็ยังช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัย จึงไม่น่าแปลกเลยล่ะถ้าคุณจะได้เห็นชื่อของเจ้าใบบัวบกเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเครื่องประทินผิว ทั้งนี้ยังสามารถนำใบบัวบกสด ๆ มาใช้พอกหน้าได้อีกด้วย

 14. กำจัดเซลลูไลท์

          สาว ๆ ที่หนักใจกับเซลลูไลท์ที่เป็นศัตรูความงามของคุณสาว ๆ อยู่ ขอบอกใบบัวบกช่วยคุณได้ค่ะ แค่เพียงรับประทานใบบัวบกเป็นประจำก็จะช่วยให้เซลล์ไขมันเซลลูไลท์ถูกขับออกมาจากร่างกายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น และลดการอักเสบอันเกิดจากเซลลูไลท์ได้อีกด้วยล่ะ

 15. บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

          หลาย ๆ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมร่วงก็คงเสาะหาทุกวิถีทางเพื่อบำรุงให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรงเพื่อที่จะได้มีผมดกดำ ใบบัวบกก็เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นในด้านนี้ โดยปัญหาผมร่วงส่วนใหญ่ก็เกิดจากรากผมที่อ่อนแอและการไหลเวียนของเลือดบนหนังศีรษะไม่ดี ซึ่งใบบัวบกนี้มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณหนังศีรษะ และยังช่วยบำรุงให้รากผมแข็งแรง ป้องกันผมร่วงทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและดกดำเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใด


     อย่างไรก็ดี แม้สรรพคุณและประโยชน์ของใบบัวบกจะมีมาก แต่หากจะใช้ใบบัวบกในการรักษาสุขภาพ จำเป็นต้องพิจารณาพื้นฐานร่างกายของแต่ละคนด้วย คนที่มีร่างกายขี้หนาวจะไม่เหมาะกับใบบัวบก เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็นมาก ซึ่งเหมาะกับคนขี้ร้อนมากกว่า หรือในบางคนที่มีอาการแพ้สารบางอย่างในใบบัวบกก็อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ควรหยุดใช้ทันที


          ได้เห็นประโยชน์ดี ๆ ของใบบัวบกกันไปแล้ว ใครที่ยังส่ายหน้าให้กับกลิ่นเขียว ๆ ของใบบัวบก ก็น่าจะลองหันกลับมามองเสียใหม่ ถึงแม้ว่าอาจจะมีกลิ่นฉุนไปหน่อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับก็ดีไม่น้อยเลย ถ้าไม่ลองเสียดายแย่เลยนะคะ





วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

10.หญ้าคา
Image result for หญ้าคา

    เราสามารถนำหญ้าคามาใช้สำหรับ ต้านอาการอักเสบ ต้านเลือดเหนียว ขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  ช่วยขับปัสาวะ และต้านเชื้อโรคจุลชีพ ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ช่วยรักษาการอักเสบที่ทางเดินปัสสาวะ บำรุงไต แก้โรคดีซ่าน แก้อ่อนเพลียช่วยเจริญอาหาร  บำรุงเลือด อีกด้วยค่ะ

หญ้าคา ชื่อสามัญ Alang-alang, Blady grass (หญ้าใบมีด), Cogongrass, Japanese bloodgrass, Kunai grass, Lalang, Thatch grass
หญ้าคา ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrica (L.) Raeusch. จัดอยู่ในวงศ์หญ้า(POACEAE      หรือGRAMINEAE) 
สมุนไพรหญ้าคา  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าหลวง หญ้าคา (ทั่วไป), สาแล (มลายู-ยะลา-ตานี), กะหี่ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), บร่อง (ปะหล่อง), ทรูล (ลั้วะ), ลาลาง ลาแล (มะลายู), แปะเม่ากึง เตี่ยมเซากึง (จีน-แต้จิ๋ว), คา แฝกคา ลาแล เก้อฮี เป็นต้น
หมายเหตุ หญ้าคาเป็นพืชคนละชนิดกันกับหญ้าแฝก (Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty)

ลักษณะของหญ้าคา

          จัดเป็นพืชจำพวกหญ้า มีลำต้นอยู่ใต้ดินเป็นเส้นกลมสีขาวทอดยาว มีข้อชัดเจน ผิวเรียบ หรืออาจมีขนอยู่บ้างเล็กน้อย สามารถแตกกิ่งก้านสาขา เลื้อยแผ่และงอกไปเป็นกอใหม่ ๆ ได้มากมายหลายกอ โดยหญ้าคาจัดเป็นวัชพืชที่ชอบแสงแดดและมีความทนทานสูงมาก เผากำจัดหรือทำลายได้ยาก ยิ่งเผาทำลายก็เหมือนไปช่วยกระตุ้นให้มันงอกมากขึ้น ทำให้ออกดอกแพร่พันธุ์มากยิ่งขึ้นไปอีก จึงกลายเป็นวัชพืชที่ลุกลามไปตามท้องไร่หรือพื้นที่ต่าง ๆ และกำจัดได้ยากชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นวัชพืชที่แก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก และยังปลดปล่อยสารธรรมชาติบางชนิดที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งสามารถพบได้ตามท้องทุ่งทั่วไป ตามพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ตามหุบเขา และตามริมทางทั่วไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพืชชนิดนี้จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด แต่ก็ยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยลำต้นใต้ดินได้ด้วยเช่นกัน 



การนำหญ้าคามาใช้ประโยชน์ในแพทย์แผนโบราณ

นำหญ้าคาแห้ง 1 กำมือ มาบดเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปต้มน้ำ และกรองเอาแต่น้ำ นำมาดื่มก่อนอาหาร 1 ถ้วยน้ำชา จะช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ช่วยรักษาการอักเสบที่ทางเดินปัสสาวะ บำรุงไต แก้โรคดีซ่านแก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ช่วยรักษาการอักเสบที่ทางเดินปัสสาวะ บำรุงไต แก้โรคดีซ่าน แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร

สรรพคุณของหญ้าคา



    Image result for หญ้าคา
  1. ในประเทศจีนใช้หญ้าคาเป็นยาบำรุงกำลังหลังจากการฟื้นไข้ และยังใช้เป็นยาห้ามเลือดและลดอาการไข้อีกด้วย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  2. ช่วยรักษาความดันโลหิตสูง (ราก)
  3. ผลใช้กินเป็นยาสงบประสาท (ผล)
  4. รากใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคตานขโมย (ราก)
  5. รากช่วยแก้ไข้ แก้อาการไอ (ราก) ส่วนดอกช่วยแก้อาการไอ (ดอก)
  6. ชาวซูลูใช้หญ้าคาเพื่อช่วยแก้อาการสะอึก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  7. ช่วยแก้โรคมะเร็งคอ (ต้น)
  8. ช่วยแก้หอบ ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือและเปลือกของต้นหม่อนอย่างละเท่ากัน ใส่ในน้ำ 2 ชามแล้วต้มจนเหลือ 1 ชาม แล้วเอาน้ำที่ได้มากิน (ราก)9.
  9. รากหญ้าคาช่วยแก้เลือดกำเดาไหล เลือดกำเดาออกง่ายหรือออกมาไม่ค่อยหยุด ด้วยการใช้ช่อดอกแห้งประมาณ 15 กรัม และจมูกหมู 1 อัน นำมาต้มให้เดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้รับประทานหลังอาหารหลายครั้ง อาจทำให้หายขาดได้ หรือจะใช้ขน (ดอกแก่) นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้รากแห้งบดเป็นผงประมาณ 2.6 กรัม นำมาผสมกับน้ำซาวข้าวใช้กิน หรือจะใช้รากสดประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มในขณะที่เลือดกำเดาไหล หรือจะใช้น้ำคั้นสดดื่มกินประมาณ 1 ถ้วยชา (15 มิลลิกรัม) ก็ได้ และถ้าจะใช้เป็นยาห้ามเลือดกำเดาก็ให้ใช้ช่อดอกหรือขนนำมาตำแล้วอุดที่รูจมูก (ดอก, ขน (ดอกแก่), ราก)
  10. ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด (ช่อดอก, ราก)11.
  11. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มเอาแต่น้ำดื่มเป็นประจำ (ราก)
  12. ช่วยแก้ปัสสาวะขัด ด้วยการใช้รากสดประมาณ 500 กรัม นำมาลอกเปลือกที่อยู่ระหว่างข้อออก แล้วหั่นเป็นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วยใหญ่ และต้มให้เดือดประมาณ 10 นาทีจนให้รากจมน้ำหมด หลังจากนั้นให้แยกเอากากออก ใช้รินกินขณะยังอุ่น ๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย วันละ 5-6 ครั้ง และกลางคืนอีก 2-3 ครั้ง กินต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง แล้วปัสสาวะจะถูกขับออกมามากขึ้น (ราก)
  13. ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัมแล้วนำมาต้มกับน้ำกิน หรือจะผสมกับรากบัว (ประมาณ 15 กรัม) ร่วมด้วย แล้วนำมาต้มกับน้ำกินก็ได้เช่นกัน (ราก)
  14.  ช่วยแก้พิษอักเสบในกระเพาะอาหาร (ราก)
  15. ช่วยแก้โรคมะเร็งในลำไส้ (ดอก)
  16. ช่วยแก้บิด (น้ำต้มจากรากสด)
  17. ช่วยแก้อุจจาระเป็นเลือด (ดอก ขน (ดอกแก่)
  18. ช่วยแก้ริดสีดวงทวารต่าง ๆ (ดอก) ส่วนในประเทศกัมพูชา ใช้หญ้าคาเป็นยาสำหรับรมแก้ริดสีดวงทวาร (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  19. รากและเหง้าหญ้าคาใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด (ราก)
  20.  ช่วยแก้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้พิษอักเสบในกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะแดง (ราก ดอก)
  21. ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด ด้วยการใช้รากหญ้าคาประมาณ 1 กำมือ ใส่ในน้ำ 1 ถ้วยใหญ่ แล้วต้มจนเหลือ 1 ถ้วยชา (ประมาณ 15 มิลลิเมตร) ใช้รินกินขณะยังอุ่น ๆ หรือจะใช้รากแห้ง เมล็ดผักกาดน้ำอย่างละ 30 กรัม และน้ำตาลทราย 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินก็ได้ แต่หากนำมาใช้กับสัตว์ เช่น วัว ม้า ก็ให้ใช้รากสดประมาณ 120 กรัม ผสมคนล้างน้ำด่าง แล้วล้างให้หมดด่าง นำมาตากแห้งเผาเป็นถ่านให้ได้ประมาณ 30 กรัม และใช้ใบหญ้าขุยไม้ไผ่สดประมาณ 120 กรัม นำมาต้มให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก, ขน (ดอกแก่)
  22. ช่วยแก้อาการปัสสาวะขุ่นเหมือนน้ำนม ด้วยการใช้รากสดประมาณ 250 กรัม ใส่ในน้ำ 2,000 มิลลิเมตร แล้วต้มจนเหลือ 1,200 มิลลิเมตร และใส่น้ำตาลพอสมควร ใช้แบ่งกินประมาณ 3 ครั้งให้หมดภายใน 1 วัน หรือจะใช้กินแทนชาติดต่อกันประมาณ 5-15 วันก็ได้ โดยนับเป็น 1 รอบของการรักษา (ราก)
  23.  ช่วยรักษาปัสสาวะเป็นหนอง ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 15 กรัม ใส่ในน้ำ 250 มิลลิลิตร แล้วต้มจนเหลือ 50 มิลลิลิตร ใช้รินกินขณะยังอุ่นหรือเย็นก็ได้ วันละ 3 ครั้ง (ราก)
  24. ในฟิลิปปินส์ใช้น้ำต้มจากรากสด ใช้รักษาโรคหนองใน (ราก)
  25. ช่วยขับระดูขาวของสตรี (ราก)
  26. ช่วยแก้ประจำเดือนของสตรีมามากเกินไป (ราก)
  27. ช่วยบำรุงไต แก้ไตอักเสบ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม ผสมกับเปลือกลูกน้ำเต้า 15 กรัม ดอกเจ๊กกี่อึ้ง 30 กรัม และเหล้าขาวอีก 3 กรัม นำมาต้มเป็นยา ใช้แบ่งกิน 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด หรือจะใช้รากสดประมาณ 60-120 กรัม นำมาต้มเป็นยา ใช้แบ่งกิน 2-3 ครั้ง ให้หมดภายใน 1 วัน แต่ถ้าหากนำมาใช้กับสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า วัว ก็ให้ใช้รากสด เปลือกแตงโมสดอย่างละ 250-500 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก)
  28. ช่วยแก้อาการตัวบวมน้ำ ด้วยการใช้รากสดประมาณ 500 กรัม นำมาลอกเปลือกที่อยู่ระหว่างข้อออก แล้วหั่นเป็นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วยใหญ่ และต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที จนให้รากจมน้ำหมด หลังจากนั้นให้แยกเอากากออก ใช้รินกินขณะยังอุ่น ๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย วันละ 5-6 ครั้ง และกลางคืนอีก 2-3 ครั้ง กินต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง แต่ถ้าหากนำมาใช้สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ เช่น ม้า วัว ก็ให้ใช้รากสด เปลือกแตงโมสด อย่างละประมาณ 250-500 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน (ราก)
  29. หญ้าคาช่วยแก้ดีซ่าน ตัวเหลืองจากพิษสุรา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาต้มกับเนื้อหมู 500 กรัม และใช้กินแก้อาการ (ราก)
  30. ช่วยแก้อาการตาเหลือง ตัวเหลือง มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ด้วยการใช้รากนำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
  31. ใช้เป็นยาห้ามเลือด บาดแผลจากของมีคม (ช่อดอก, ผล, ราก)
  32.  ขน (ดอกแก่) ใช้สดเป็นยาแก้แผลบวมอักเสบ แก้ฝีมีหนอง (ดอก, ขน (ดอกแก่)
  33.  ช่วยแก้ฝีประคำร้อย (ต้น)
  34.  ช่วยแก้ออกหัด ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม ต้มเอาแต่น้ำดื่มบ่อย ๆ (ราก)
  35.  ใบนำมาต้มกับน้ำอาบ ช่วยแก้ลมพิษและผดผื่นคัน (ใบ)
  36.  ใช้แก้พิษจากต้นลำโพง ด้วยการใช้รากสดประมาณ 30 กรัมและต้นอ้อยอีก 500 กรัม นำมาตำและคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำมะพร้าว 1 ลูก แล้วนำมาต้มกิน (ราก)
  37. ช่วยแก้ตรากตรำทำงานหนัก มีอาการช้ำใน ด้วยการใช้รากสดและขิงสดอย่างละ 60 กรัม ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาและน้ำ 2 ถ้วย นำมาต้มให้เหลือ 1 ถ้วย แล้วใช้กินวันละครั้ง (ราก)
  38. ช่วยแก้อาการปวด (ช่อดอก) ในแอฟริกาใช้หญ้าคาเป็นยาแก้อาการปวดบวมในเด็ก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  39. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยหลังการคลอดบุตรของสตรี ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำอาบ (ใบ)


โทษของหญ้าคา
  1. หน่อของหญ้าคาแหลมคมมาก ถ้าเดินเข้าไปโดยไม่ระมัดระวัง จะทิ่มแทงฝ่าเท้า ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้
  2. สามารถขึ้นได้ตามพื้นที่รกกร้าง ไร่หรือท้องนา ทำให้ชาวไร่ชาวนาส่วนมากไม่ค่อยชอบ
  3. เมื่อนำไปมุงหลังคาบ้าน หรือกระท่อม ไม่ค่อยทนทาน และถ้าดูแลไม่ดี อาจจะเกิดอัคคีภัย ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ทรัพย์สินได้ 



วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

9.เทียนบ้าน

Image result for เทียนบ้าน

เทียนบ้าน (Garden Balsam) 
เทียนบ้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Impatiens balsamina L.
สมุนไพรเทียนบ้าน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เทียนดอก เทียนสวน เทียนไทย เทียนขาว เทียน (ภาคกลาง), จึงกะฮวย จี๋กะเช่า เซียวก่ออั้ง ห่งเซียง (จีน), จือเจี่ยฮวา จี๋ซิ่งจื่อ เฟิ่งเซียนฮวา ฝู่เฟิ่งเซียนฮวาจื่อ เป็นต้นเป็นพืชสมุนไพรจำพวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น เทียนไทย, เทียนสวน, เทียนดอก เป็นต้น ซึ่งต้นเทียนบ้านนั้นจัดอยู่ในพืชกลุ่มถอนพิษ เป็นไม้ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศแอฟริกาและอินเดีย สามารขยายพันธุ์ได้โดยการนำเมล็ดหยอดลงไปในดินแล้วกลบดินไว้ให้เรียบ จากนั้นต้องหมั่นรดน้ำทุกๆ วันให้ชุ่ม และเมื่อมีต้นเริ่มงอกยาวออกมาประมาณหนึ่ง ก็ให้ทำการถอนต้นที่ไม่แข็งแรงออกไป โดยต่อ 1 หลุม ให้เหลือเพียง 1 – 2 ต้นเท่านั้น ซึ่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ง่ายและเจริญเติบโตได้เร็ว โดยเฉพาะในดินร่วนซุยและแสงแดดรำไร

ประโยชน์และสรรพคุณของเทียนบ้าน
ใบ – ช่วยแก้อาการบวม แก้ปวดตามข้อต่างๆ รวมทั้งช่วยในการสลายลม ช่วยฟอกโลหิต ตลอดจนแก้อาการเจ็บปวดเนื่องจากการกระทบกระแทก แก้ฝีประคำร้อย แก้โรคงูสลัด แก้บิดมูลเลือด และแก้แผลที่มีหนองเรื้อรัง ให้รสเฝื่อน
ดอก – เป็นยาเย็น ใช้บำรุงร่างกาย ช่วยในการฟอกโลหิต ช่วยสลายลม รวมทั้งลดอาการบวมต่างๆ ช่วยแก้อาการปวดเอว แก้อาการปวดตามข้อต่างๆ ตลอดจนแก้ปวดท้องก่อนมีระดูหรือประจำเดือน และใช้ในการทาแผลที่เกิดจากน้ำร้อนลวก หรือแผลพุพอง ให้รสเฝื่อนเย็น
เมล็ด – ช่วยขับระดูหรือประจำเดือน ช่วยละลายกระดูก แก้ก้างติดคอ รวมทั้งช่วยกระจายเลือด ขับเสมหะที่ข้นๆ ตลอดจนขับลูกที่ตายในท้อง แก้พิษจากงู แก้แผลที่ติดเชื้ออักเสบแบบเรื้อรัง และช่วยรักษาแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้ตับแข็ง และแก้อาการบวม ให้รสขม
ลำต้น – ช่วยทำให้เส้นเอ็นคลายตัว ช่วยขับลม ทำให้เลือดเดินสะดวก รวมทั้งช่วยแก้อาการปวด แก้แผลเน่าเปื่อยหรือบวม เป็นพิษ แก้อาการเหน็บชา แก้โรคปวดตามข้อต่างๆ ช่วยทำให้อาเจียน และช่วยขับปัสสาวะ ให้รสเฝื่อน
ราก – ช่วยแก้อาการตกเลือด และแก้อาการตกขาวรวมทั้งช่วยฟอกเลือด ลดอาการบวม และแก้อาการบวมช้ำ แก้ปวดกระดูก ให้รสเฝื่อนเมา
ดอกและใบ – นำมาใช้สำหรับพอกกันเล็บถอด ให้รสเฝื่อนเย็น
Image result for เทียนบ้าน
    สำหรับต้นเทียนบ้านนั้นนับเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และสรพคุณเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นห้ามรับประทานอย่างเด็ดขาด รวมทั้งตัวเมล็ดนั้นมีฤทธิ์สามารถละลายฟันและกระดูกของเราได้ และหากรับประทานติดต่อกันในปริมาณมากๆ อาจส่งผลเสียต่อกระเพาะและม้ามของเราได้

42.ใบเตย เตย เตย  หรือ  เตยหอม   ชื่อสามัญ Pandan leaves, Fragrant pandan, Pandom wangi เตย ชื่อวิทยาศาสตร์  Pandanus amarylli...